วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

ความประทับใจที่น่าทึ่ง มีพลัง และเปลี่ยนความคิดของคนเราได้ในคราวเดียว

วัดพระธรรมกาย อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สัมผัสได้ถึงความสงบ สว่าง อลังการ เหนือคำบรรยาย เกิดมาไม่เคยพบเจอ ความเงียบที่เกิดขึ้นทั้งๆ ที่มีคนอยู่นับแสน ความเรียบร้อยของรองเท้า ที่เรียงเป็นระเบียบตามช่องที่วางแนวเส้นไว้เป็นอย่างดี ความสะอาดที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนใช้สถานที่มากถึงหลักหมื่นคน โดยเฉพาะห้องน้ำ ไม่เคยเจอวัดใดที่เข้าห้องน้ำแล้วรู้สึกเกรงใจว่าจะต้องทำให้สะอาดเหมือนตอนเข้ามา ไม่มีแม้เศษขยะเกลื่อนกลาด พื้นอันกว้างใหญ่ แต่ไม่มีขยะเลย แมวสุนัขก็ไม่มี ที่สำคัญ จะเจอทีมต้อนรับ และส่งกลับที่ มีมรรยาทเรียบร้อยยิ้มแย้มส่งเสียงทักทายพร้อมการพนมมือไหว้ดุจเราเป็นบุคคลสำคัญระดับประเทศ เดินไปบนที่กว้างใหญ่ แต่ไม่อ้างว้างเลย มีน้องๆ ในชุดขาวสะอาดมาด้วยกิริยาเรียบร้อยอ่อนน้อมน่ารัก มาเชื้อเชิญ มาถาม และช่วยแนะนำบริการต่างๆ ตามที่เราต้องการอย่างเป็นกันเองที่รู้สึกเหมือนพี่น้องที่สนิทสนมคุ้นเคยกันมานาน รอยยิ้มที่ชุ่มเย็น แม้เหงื่อจะปรากฏอยู่บนใบหน้า แต่ความกุลีกุจอเข้ามาช่วยหยิบถุงใส่รองเท้าให้ ช่วยหิ้วของ เข้ามาประคอง นำพาเดินไปในที่เหมาะกับเราในฐานะผู้ใหม่ ที่สำคัญ อยู่ในบรรยากาศที่เย็นสบายเงียบสงบ แต่อยู่กันเต็ม นั่งตามจุดสติกเกอร์ที่ติดไว้แล้ว แม้ไม่เคยมาเจอระเบียบแถวอะไรขนาดนี้ แต่การเข้าไปอยู่ในระเบียบของที่นี่ เขานำพาได้นิ่มนวลและน่าทำตามอย่างง่ายๆ ยังจำได้ว่าไปครั้งแรก ราวๆ 10น. สถานที่ปฏิบัติธรรมอยู่ที่สภาหลังคาจากที่จุคนได้แค่หลัก3หมื่น แต่เรามองไม่เห็นว่าหน้าตาของสถานที่เป็นอย่างไร เพราะเห็นแต่รถเก๋งจอดอยู่เป็นแถวเป็นแนวตลอดทางเดินถนน หลังจากเราหาที่จอดรถได้แล้ว แม้หาไม่ง่าย แต่ก็มีเพราะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายจราจรจัดให้ เดินลงจากรถไปก็แปลกใจว่า เรามาถูกที่จริงรึเปล่า เพราะมันเงียบมากจนนึกว่าไม่มีใครมา หรือเขาเปลี่ยนสถานที่รึเปล่า ไม่มีเสียงอะไรเลย ยิ่งเดินไปใกล้จุดที่เรียกว่าสภา สามีเรามาวัดก่อนนานแล้ว เป็นคนชวน ยืนยันว่าใช่ที่นี่แน่ เขานั่งสมาธิภาคสายกันตรงนั้น แต่เราแค่ไม่เห็นคนเลย มีแต่รถที่จอดอยู่ และไม่ได้ยินเสียงใครเลย จนนึกว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นแน่ กระทั่งถึงตัวสภาหลังคาจาก เราจึงค่อยเห็นว่า แม้สนามหญ้ารอบสภา ยังมีคนชุดขาวนั่งสมาธิหลับตาเงียบอยู่ใต้ต้นไม้ จะต้นเล็กหรือต้นใหญ่ ก็นั่งหลับตากันเงียบ มองไปที่บริเวณพื้นสภา เห็นแถวรองเท้าหนาแน่นเต็มไปหมดแต่เรียบร้อย มองเข้าไปในสภา ห้า.. มีคนอยู่จริงๆ ด้วย เต็มไปหมดเลย ล้นสภาจนไม่มีที่นั่ง มิน่าคนต้องมาอยู่ใต้ต้นไม้กัน ทั้งมาเป็นคู่ มาเป็นครอบครัว มาเดี่ยว มากลุ่ม นั่งหลับตากันนิ่งเงียบจริงๆ จนเรารู้สึกเกรงใจต้องเดินเงียบที่สุด ไม่กล้าพูดถามอะไรอีก นั่นเป็นความประทับใจแรกเลย ของการมาปฏิบัติธรรมในวันอาทิตย์ต้นเดือน ณ วัดพระธรรมกาย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และกลายเป็นความประทับใจแบบทึ่ง และอึ้งสุดๆ จนไม่ปฏิเสธที่จะมาในครั้งที่ ๒ ในพิธีบุญใหญ่ประจำปี ปีหนึ่งก็มีราวๆ ๓ บุญ คือ วันมาฆะบูชา วันวิสาขบูชา และวันทอดกฐิน ที่ในมุมมองของเรานั้น วัดนี้เขาทำได้ไง ที่นำคนมานั่งหลับตาในชุดขาวได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มีข้าวปลาอาหารให้ทานฟรี ห้องน้ำห้องท่าสะอาดไร้กลิ่นและความสกปรก ผู้คนมีแต่รอยยิ้มหน้าตาผ่องใส และพนมมือส่งเสียงสาธุเป็นปกติ แถมเวลาสวดมนต์ก็พร้อมกันอย่างไพเราะ และก้มกราบได้พร้อมกันอย่างกับฝึกมาอย่างดีแล้ว ทั้งๆ ที่พึ่งมาอย่างเรา ยังทำตามเขาได้ไม่ขัดเขิน และรู้สึกว่า อยากทำตามเขาให้ได้ด้วยสิ ความรู้สึกว่า นี่น่ะ ใช่แดนโลกมนุษย์จริงๆ หรือ หรือว่าชาวสวรรค์เขามาอยู่ที่นี่กัน สมัยมาใหม่ๆ ไม่รู้จักสวรรค์เลย แต่พอเห็นที่นี่แล้ว คำนี้มาอยู่ในใจว่าไม่ใช่ก็ใกล้เคียง และเราก็สรุปได้ หลังจากได้พูดคุยกับคนอื่นๆ ที่มาตามปกติ มองไปทางไหน เขามีวัฒนธรรมชาวพุทธที่งดงามกันทั้งนั้น และมีการอาราธนาศีล ๕ ที่เราเรียรวิชาศีลธรรมมาแล้ว คิดว่า ศีล๕ คงเป็นแค่คำสอนของพระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธ ในหนังสือที่เรียน แต่คนที่ไหนเขารักษาตามนี้กันบ้าง มองไปทางไหนก็ไม่เห็นใครเขาพูดเรื่องศีล ในชีวิตประจำวันของเรา บ้านเราเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว ไม่เคยรู้เรื่องศีล แต่เรามาเจอคนเป็นหมื่นๆ ที่เขามากันจากทั่วประเทศ มาเปล่งวาจาสวดมนต์ อาราธนาศีล๕ พร้อมกัน อย่างกับครอบครัวเดียวกัน เราบอกได้คำเดียวว่า วัดพระธรรมกาย เป็นสถานที่ที่รวมคนดีดีเป็นหมื่นๆ แสนๆ เขามารวมตัวกันทำความดีตามคำสอนของพระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธ ที่แท้ คนดี เขามาอยู่ที่นี่กัน ดีใจที่ได้มาเจอคนดีดีเหมือนเรา เราไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว และที่แท้ สังคมไทย ก็ไม่ได้มีแต่คนไม่ดีที่ต้องระแวงระวังไปหมดจนสงสัยว่า นอกจากเราที่เป็นคนดีแล้ว ยังมีคนดีอยู่อีกไหม .. มาเจอวัดพระธรรมกาย บอกตัวเองว่า เย้!!! เราไม่ได้เป็นคนดีที่แปลกประหลาดในสังคมอีกแล้ว เราเจอคนที่ชอบทำความดีเยอะแยะมารวมกันอยู่ที่นี่ ค่อยมีกำลังใจทำความดีหน่อย เพราะรู้สึกมาตลอดว่า สังคมมีแต่คนไม่ดี แล้วคนดีอย่างเราจะอยู่ได้ไง ถ้าต่อไปมีลูก จะสอนลูกให้เป็นคนดี แล้วสังคมเป็นแบบนี้ ลูกเราจะอยู่รอดไหมถ้าเราจากไปแล้ว แม้แต่เราเองยังมองหาคนรักษาศีล๕ ได้จริงๆ ใกล้ๆ บ้านยังแทบไม่มีเลย จนเกือบจะคิดว่า ไม่เห็นใครเขาทำตามพระพุทธเจ้าสอนกันเลย ทั้งๆ ที่เขาเป็นพุทธ หรือว่า ศีล๕ ไม่มีอยู่จริง พระพุทธเจ้าเป็นแค่เรื่องเล่าสู่กันฟังเป็นนิยายหรือว่ามีตัวจริง จะรู้ได้ไง จนเกือบจะไม่รักษาศีล๕ เหมือนคนอื่นๆ แล้ว เพราะคิดว่า ถ้าไม่รักษา ก็ไม่เห็นผิดตรงไหน ใครจะมาจับหรือลงโทษ ก็ไม่มีนะ แล้วจะรักษาไปทำไม ถ้าเรารักษาคนเดียว แต่รอบตัวไม่มีใครรักษาเลย งั้นนรกสวรรค์ คงไม่มีจริงมั๊ง เพราะถ้ามีจริง คนทั้งหลายก็คงจะรักษาศีล๕ กันสิ .. แต่เราก็ได้ดีใจสุดๆ เมื่อเจอคนเป็นหมื่นรักษาศีล๕ กันที่นี่ แสดงว่า นรกสวรรค์ มีจริง และพระพุทธเจ้ามีตัวตนจริงแน่นอน เพราะหน้าตาผู้คนที่มาที่นี่ ดูเจริญ ดูรวยก็มีมาก ดูจนก็สะอาดสงบใส เห็นแล้วสบายใจ แยกไม่ออกว่าใครรวยใครจน เพราะชุดสีขาวสะอาดเหมือนๆ กัน ตอนนั้นยังไม่เห็นพระในวัดเลย ยังไม่เห็นเจ้าอาวาส แค่ได้ยินเสียงออกไมค์อยู่ไกลๆ แต่คนดีด้วยกันทั้งหมดที่มาอยู่รวมกันอย่างเรียบร้อยนี่ก็ทำให้มุมมองของตัวเองต่อการเป็นคนดี มั่นคง หายสงสัย และสนใจติดตามเรียนรู้เพิ่มขึ้นว่า อะไรหนอที่ทำให้คนดีดีมาจากทั่วประเทศมาทำความดีกันอย่างมีความสุขที่นี่ได้ ไม่ว่าจะมาไกลหรือมาใกล้ ทุกคนมีพลังใจจากไหน มาเพื่ออะไร ได้อะไรกลับไปหนอ เขาถึงรอนแรมมากันได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการค้นหา เป้าหมายที่แท้จริงของการมาเกิดเป็นมนุษย์ และได้มาพบ ณ ที่แห่งนี้ วัดพระธรรมกาย...ขอบคุณ คนข้างกาย ที่เป็นยอดกัลยาณมิตรที่แสนดี นำพาเรามาถึงวัดนี้ และมาถึงจุดนี้ได้จนถึงทุกวันนี้ ขออนุโมทนาบุญทุกบุญ กับทุกคน ที่ได้มาสั่งสมบุญที่วัดนี้ และเป็นหนึ่งในหลายๆหมื่นคน ที่ทำให้เรามีความเชื่อมั่นในศีล๕ มีความมั่นคงขึ้นทันที ในการตั้งใจทำความดีรักษาศีล๕ ในท่ามกลางสังคมของผู้ไม่มีศีล เรามีพวกแล้ว!!!
สุรีย์จันทร์ สุขสุทธิกุล (มิ้ง)
๑๐ มีนาคม ๒๕๕๙ ๐๓.๐๓น.